วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เครื่องจักรอุตสาหกรรมแม่พิมพ์

เครื่องจักรต่างๆ


นำเข้ามือสอง

 
เครื่องปั้ม

                                                     









วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การวางเลย์เอาท์แผ่นสตริป

การวางเลย์เอาท์แผ่นสตริป
              ขั้นตอนแรกในการออกแบบแม่พิมพ์ก็คือ การหาขนาดของแผ่นวัสด(Blank size) การคิดกระบวนการผลิต(Process) และการวางรูปแบบการขึ้นรู(Scrap Strip) 
     ค่าใช้จ่าย 50-70% ในงานปั้มชิ้นส่วน มาจากราคาวัสดุ ดังนั้นกระบวนการเลเอาท์แผ่นสตริป จึงมีความสำคัญมาก เพราะส่งผลถึงกำไรหรือความสูญเปล่าของวัสดุที่นำมาปั้มขึ้นรูป โดยจะคิดอัตราการใช้วัสดุต่อแผ่นวัสุทังหมดเป็นเปอร์เซนต์ เรียกว่า Yeild Ratio 

สูตรคำนวณ

1. t x W x P x Ks = Blank weigh

2.  Part weigh x100  = yeid lratio
        Blank weigh

โดย   t  = ความหนาเหล็ก (Part)
        W = ความกว้างของ แผ่นสตริป
        P = ระยะห่างของชิ้นงาน (Pitch)
        Ks =ความถ่วงจำเพาะของวัสดุ

ลักษณะการวาง Blank แบบต่างๆ
       
       รูปร่างของ blank โดยส่วนมากจะมีคล้ายคลึงกับแบบใดแบบหนึ่ง เหมือนกับภาพข้างต้นซึ่งแสดงให้เห็นรูปแบบของการจัดวางที่เหมาะสมในแต่ละรูปร่าง

การวางเลย์เอาท์ของแม่พิมพ์แบบต่อเนื่อง(Progressive Die)


         การวางเลย์เอาท์ของแม่พิมพ์แบบต่อเนื่อง ขั้นแรกก็เหมือนกับแบบอื่นๆคือหาขนาดของวัสดุ กระบวนการขึ้นรูป และจุดเชื่อมต่อระหว่างชิ้นส่วน ซึ่งแม่พิมพ์ชนิดนี้มีจุดเด่นตรงที่ปั้มครั้งเดียวได้งานสำเร็จออกมา หนึ่งตัวเลยโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการอื่นอีก แต่จุดด้อยของพิมพ์ชนิดนี้ก็คือ การสิ้นเปลืองเนื้อวัสดุซึ้งมีผลต่อต้นทุนดังได้กล่าวมาแล้ว
        การเลย์เอาท์เริ่มจาก กระบวนการเจาะก่อนเพื่อใช้เป็นรูนำตำแหน่ง จากนั้นก็ค่อยเป็นกระบวนการขึ้นรูปต่อไป ซึ่งจะเรียกเป็น สถานี (stations)จนถึงสถานีสุดท้าย ที่ตัดแยกชิ้นงานออกจากจุดเชื่อม

     ลักษณะการต่อเชื่อมของ Blank Strip ของแม่พิมพ์ Progressive




ภาพการเลย์เอาท์

      เริ่มจากจัดวางรูปแบบการขึ้นรูป ทิศทางการป้อนแผ่นสตริป ระยะห่างระหว่างชิ้นงานที่เหมาะกับกับความแข็งแรงของ Punch และ Die


    จัดวางชิ้นงานที่ได้จากการกำหนดลักษณะขึ้นรูปของแต่ละสถานี (จากการวิเคราะห์ของโปรแกรม หรือ โปรกู ว่ากันไป)









          ออกแบบรูปร่างและจัดวางตำแหน่งของ Punch Die ตามแต่ละสถานีทีได้กำหนดไว้แล้ว เช่น เจาะ ตัด ดัด ดึงให้ได้รูปร่างตามต้องการ

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

ชนิดของแม่พิมพ์

ชนิดของแม่พิมพ์  (Types  of  Dies)
     การแบ่งชนิดของแม่พิมพ์สามารถแบ่งตามกรรมวิธีเช่น  แม่พิมพ์ดัด  (bending  die)  หรือจะแบ่งตามวิธีการทำงาน  ซึ่งแบ่งได้ดังต่อไปนี้
 

1.  แม่พิมพ์ธรรม  (simple  die)  เป็นแม่พิมพ์ที่ทำงานได้กรรมวิธีเดียวในการกดหนึ่งครั้ง  เช่น  blanking  เป็นต้น

2.  แม่พิมพ์ผสม  (compound  die)  เป็นแม่พิมพ์ที่ทำงานตัด  (shearing)  ตั้งแต่สองกรรมวิธีขึ้นไปอยู่ในสถานีเดียวกันและสามารถทำงานได้พร้อมกันใน การกดหนึ่งครั้ง  เช่นสามารถทำ  blanking  และ  piercing  ได้พร้อมกันในการกดหนึ่งครั้ง  ดังนั้นในการกดหนึ่งครั้งจะได้ชิ้นงานซึ่งหลุดออกจากแถบโลหะ  (strip)  ที่ป้อนเข้าไป


3.  แม่พิมพ์แบบลำดับ  (progressive  die)    เป็นแม่พิมพ์ที่สามารถทำงานพร้อมกันได้ตั้งแต่สองกรรมวิธีขึ้นไป  แตกต่างจาก  compound die  ตรงที่แต่ละกรรมวิธีจะอยู่แยกสถานีกัน  ดังนั้นการออกแบบ  progressive  die  จะง่ายกว่า   compound  die  ชิ้นงานที่ถูกป้อนผ่านแต่ละสถานีด้วยระบบกลไกอัตโนมัติจะยังคงติดอยู่กับแถบ โลหะจนถึงสถานีสุดท้ายจึงจะหลุดออกมาเป็นชิ้นงานสำเร็จ

แผ่นสตริ
 วิธีการออกแบบแม่พิมพ์ชนิดนี้กระบวนการแรกที่ต้องทำคือ การวางขั้นตอนการขึ้นรูปของชิ้นงาน เช่นสถานีที่หนึ่งเจาะรู สถานีที่สองตัดขอบ สถานีที่สามขึ้นรูป สถานีที่สี่พับ แล้วตัดครั้งสุดท้ายเป็นชิ้นงานสำเร็จ เรียกกระบวนการนี้ว่า เลย์เอาท์ หรือ strip layout จะได้แผ่นสตริป ดังรูป



5.  แม่พิมพ์แบบชิ้นงานเคลื่อน  (transfer  die)  เป็นระบบที่แตกต่างจาก  progressive  die  ตรงที่ชิ้นงานเป็นชิ้นที่หลุดออกจากแถบโลหะแล้วจะถูกส่งผ่านแต่ละสถานีด้วย กลไลของก้านโยก  (lever)  หรือลูกเบี้ยว  (cam)  ที่สร้างขึ้นหรือติดตั้งบนเครื่องกด  ระบบนี้ต้องการอุปกรณ์เพิ่มเช่น   ตัวปลด  (stripper)  ,  เข็มกระทุ้ง  (ejector  pin)  และ  ตัวกันกระแทกแม่พิมพ์  (die cushion)  เป็นต้น